ในการเทรดนั้น กราฟราคามักแสดงความสมมาตรออกมาอยู่ทั่วไป และเกิดขึ้นซ้ำๆ จึงอยากรู้ว่ามีวิชาการวิเคราะห์ที่เค้าสอนเรื่องความสมมาตรของราคาบ้างไหม
แนวคิดเรื่อง “ความสมมาตรของราคา” ในกราฟการเทรด มีอยู่ในหลายสำนักของการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยบางสำนักศึกษาเรื่องนี้ค่อนข้างจริงจังเลย แนวคิดหลักคือ ”ตลาดมีพฤติกรรมซ้ำ และโครงสร้างราคามักมีรูปแบบสมดุลหรือสมมาตร”
ต่อไปนี้คือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแนวคิดนี้
1. Elliott Wave Theory
ทฤษฎีคลื่นที่พัฒนาโดย Ralph Nelson Elliott แนวคิดหลักคือ
- ราคาจะเคลื่อนที่เป็น คลื่น (Wave)
- มีโครงสร้าง 5 คลื่นขึ้น + 3 คลื่นปรับฐาน
- คลื่นจำนวนมากจะมี ความสมมาตรทั้งด้านเวลาและระยะราคา
ตัวอย่างเช่น
- คลื่น 1 กับ 5 มักมีขนาดใกล้กัน
- คลื่นปรับฐาน A-B-C มักสมดุลกัน
- เทรดเดอร์ใช้หลัก Fibonacci ratio เพื่อวัดความสมมาตรของคลื่น
2. Harmonic Pattern
เป็นศาสตร์ที่เน้น ความสมมาตรของราคาโดยตรง โดย Pattern ที่ใช้กัน เช่น
- Gartley Pattern
- Bat Pattern
- Butterfly Pattern
- Crab Pattern
ลักษณะสำคัญคือ
- รูปทรงราคาจะ สมมาตรเหมือนรูปเรขาคณิต
- ใช้ อัตราส่วน Fibonacci เช่น 0.618 / 1.272 / 1.618
- ใช้ทำนาย จุดกลับตัวของราคา
3. Gann Theory
ทฤษฎีของ W. D. Gann เน้นเรื่อง
- สมดุลระหว่างราคาและเวลา (Price-Time symmetry)
- มุมองศา เช่น 45°
- เครื่องมืออย่าง Gann Fan / Square of Nine
แนวคิดคือ ตลาดจะเคลื่อนที่ในโครงสร้างเรขาคณิตที่มีความสมมาตร
4. Market Profile
ศาสตร์นี้ไม่ได้ศึกษาเฉพาะเพียง pattern เท่านั้น แต่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ด้วย
- สมดุลของตลาด (Market Balance)
- โครงสร้างการกระจายราคา
แล้วระหว่าง Harmonic Pattern กับ Gann Theory ศึกษาอะไรดี
อันนี้ขึ้นอยู่กับว่า อยากเทรดแบบไหน แต่ถ้าพูดตามประสบการณ์ของเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ อาจเป็นได้ดังนี้
1. Harmonic Pattern เรียนง่ายกว่า และใช้จริงเร็ว
แนวคิดนี้ใช้
- โครงสร้างราคา
- สัดส่วน Fibonacci Retracement
Pattern จะมีโครงสร้างชัด เช่น
- Gartley Pattern
- Bat Pattern
- Butterfly Pattern
ข้อดี
- เข้าใจไม่ยาก
- มองเห็น symmetry ของกราฟชัด
- ใช้หา จุดกลับตัว (Reversal) ได้ดี
- เรียนไม่กี่สัปดาห์ก็เริ่มใช้ได้
ข้อเสีย
- ต้องฝึกสายตา
- บางครั้ง pattern ไม่สมบูรณ์
2. Gann Theory ลึกมาก แต่ยากมาก
ทฤษฎีของ W. D. Gann ศึกษาเรื่อง
- symmetry ของ ราคา + เวลา
- มุมเรขาคณิตของตลาด
- cycle ของตลาด
เครื่องมือที่ใช้ เช่น
- Gann Fan
- Square of Nine
- Time Cycle
ข้อดี
- เข้าใจโครงสร้างตลาดลึกมาก
- ใช้ทำนาย เวลาเปลี่ยนเทรนด์ ได้
ข้อเสีย
- เรียนยากมาก
- หนังสือเขียนแบบปริศนา
- คนใช้เป็นจริง ๆ มีน้อย
ถ้าคุณเพิ่งเริ่มสนใจ ความสมมาตรของราคา ผมแนะนำเริ่มจาก Harmonic Pattern แล้วค่อยต่อยอดไป Gann Theory แต่มีเรื่องหนึ่งที่เทรดเดอร์ระดับโปรมักรู้กัน คือ จริง ๆ แล้ว Harmonic + Elliott + Gann เชื่อมกันหมด และพื้นฐานลึก ๆ มาจากแนวคิด Fractal ของตลาด
แล้ว Elliott Wave มีบทไหนที่เกี่ยวกับความสมมาตรของราคาบ้าง
ใน Elliott Wave Theory ความสมมาตรของราคา (Price Symmetry) ไม่ได้เป็นบทเฉพาะชื่อ symmetry แบบชัด ๆ แต่แนวคิดนี้กระจายอยู่ในหลายหัวข้อสำคัญของทฤษฎีคลื่น โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของคลื่นและสัดส่วนราคา ที่ Ralph Nelson Elliott อธิบายไว้ หัวข้อที่เกี่ยวกับ symmetry มากที่สุดมีประมาณนี้
1. Wave Relationships (ความสัมพันธ์ของคลื่น)
นี่คือส่วนที่เกี่ยวกับ symmetry ของราคาโดยตรง แนวคิดคือ คลื่นต่าง ๆ มักมี ขนาดใกล้เคียงกันหรือมีสัดส่วนสัมพันธ์กัน
ตัวอย่างเช่น
- Wave 5 มัก ยาวเท่ากับ Wave 1
- Wave 3 มัก 1.618 ของ Wave 1
- Wave C มัก ยาวเท่ากับ Wave A
สัดส่วนเหล่านี้ใช้เครื่องมืออย่าง Fibonacci Retracement และ Fibonacci extension นี่คือจุดที่ใช้หา symmetry ของขาราคา
2. Guideline of Equality
เป็น guideline สำคัญของ Elliott Wave แนวคิดคือ คลื่นบางคู่มักมี “ความยาวใกล้เคียงกัน”
ตัวอย่าง
- Wave 1 ≈ Wave 5
- Wave A ≈ Wave C
นี่คือ รูปแบบ symmetry แบบง่ายที่สุดของ Elliott
3. Alternation Principle
หลักการสลับรูปแบบของคลื่น ถ้า Wave 2 เป็น correction แบบง่าย, Wave 4 มักจะซับซ้อนกว่า ถึงจะไม่ใช่ symmetry ของ ราคาโดยตรง แต่เป็น symmetry ของ โครงสร้าง
4. Channeling Technique
เทคนิคตีเส้น channel เช่น
- ลากเส้น Wave 1 → Wave 3
- แล้วขนานไปที่ Wave 2
วิธีนี้ใช้คาดการณ์ตำแหน่ง Wave 5
นี่คือ symmetry แบบ เรขาคณิตของกราฟ สรุปแล้วใน Elliott Wave แนวคิด symmetry ของราคาจะอยู่ใน 3 ส่วนหลัก
1. Wave Relationships (สำคัญที่สุด)
2. Guideline of Equality
3. Channeling Technique
ทั้งหมดนี้ใช้ร่วมกับ Fibonacci Retracement
เกร็ดที่น่าสนใจ คือ หลายคนที่เรียน Elliott Wave Theory ลึก ๆ จะพบว่าตลาดมีลักษณะ Fractal หมายความว่า
- symmetry ของราคา จะเกิดซ้ำในทุก timeframe
- ตั้งแต่กราฟ 1 นาที ไปจนถึงกราฟรายปี
ระหว่าง Elliott Wave กับ Harmonic อันไหนยากกว่ากัน
ถ้าเปรียบเทียบความยากระหว่าง Elliott Wave Theory กับ Harmonic Pattern ส่วนใหญ่เทรดเดอร์จะเห็นตรงกันว่า Elliott Wave ยากกว่าอย่างชัดเจน แต่ความยากมันต่างกันคนละแบบ ผมสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้
1. Elliott Wave ยากเพราะ “ตีความ”
ทฤษฎีของ Ralph Nelson Elliott มีโครงสร้างใหญ่คือ
- 5 คลื่นแนวโน้ม
- 3 คลื่นปรับฐาน
ปัญหาคือในกราฟจริง คลื่นสามารถ นับได้หลายแบบ เช่น กราฟเดียวกัน เทรดเดอร์ 3 คนอาจนับคลื่นต่างกัน
สิ่งที่ต้องเรียนเยอะ
- Wave degree
- correction pattern
- guideline ต่าง ๆ
- การนับคลื่นซ้อนกันหลาย timeframe
สรุปก็คือ ต้องใช้ ประสบการณ์สูง นั่นเอง
2. Harmonic Pattern ยากเพราะ “ความแม่นของสัดส่วน”
โดย Harmonic Pattern นั้น เน้น โครงสร้างราคา และสัดส่วน Fibonacci Retracement และ Pattern จะตายตัว เช่น
- Gartley Pattern
- Bat Pattern
- Butterfly Pattern
ข้อดีคือ
- มีกฎชัด
- ถ้าสัดส่วนไม่ตรงก็ไม่ใช่ pattern
ดังนั้น ความกำกวมน้อยกว่า Elliott Wave
เกร็ดที่ควรรู็:
จริง ๆ แล้ว Harmonic เป็นเหมือน “เวอร์ชันย่อ” ของ Elliott เพราะหลาย pattern เช่น AB=CD เป็น symmetry ที่เกิดบ่อยในคลื่น correction ของ Elliott
แล้วข้อเสียของ Harmonic คืออะไร
Harmonic Pattern เป็นศาสตร์ที่ใช้ความสมมาตรของราคาและสัดส่วน Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดกลับตัวของตลาด แต่ถึงจะดูแม่นยำ โครงสร้างชัดเจน ก็มีข้อเสียที่เทรดเดอร์จำนวนมากเจอเหมือนกัน ผมสรุปข้อเสียหลัก ๆ ที่สำคัญได้ประมาณนี้
1. Pattern สมบูรณ์เกิดไม่บ่อย
อย่าง Gartley Pattern, Bat Pattern, Butterfly Pattern ต้องการสัดส่วน Fibonacci ค่อนข้างเป๊ะ ในกราฟจริง
มักจะ เกือบตรง แต่ไม่ตรงพอดี ทำให้โอกาสเจอ setup ที่สวยจริง ๆ ไม่ได้มีตลอด
2. มี false pattern เยอะ
บางครั้งกราฟดูเหมือนจะเป็น harmonic pattern แต่สุดท้าย โครงสร้างเปลี่ยนกลางทาง ทำให้เทรดเดอร์เข้าเร็วเกินไปแล้ว pattern fail
3. ตลาดที่เทรนด์แรงจะใช้ยาก
Harmonic เน้น reversal ดังนั้นในตลาดที่เทรนด์แรง เช่น breakout ใหญ่ และ trend continuation จะพบว่า pattern มักจะ โดนทะลุ
4. ต้องวัด Fibonacci เยอะ
การวิเคราะห์ต้องใช้หลายค่า เช่น 0.382, 0.618, 0.786, 1.272, 1.618 บางครั้งต้องวัดหลายจุดในกราฟเดียว ทำให้การวิเคราะห์ค่อนข้าง ละเอียดและใช้เวลา
5. Overfitting กับกราฟได้ง่าย
ถ้าคนวิเคราะห์พยายามหา pattern มากเกินไป กราฟแทบทุกช่วงจะ ถูกมองว่าเป็น pattern ได้หมด ซึ่งทำให้การตัดสินใจผิดพลาด
ทั้งนี้เทรดเดอร์ที่ใช้ Harmonic Pattern จริง ๆ มักจะไม่ใช้เดี่ยว ๆ แต่จะใช้ร่วมกับ Elliott Wave Theory, price action, support / resistance เพื่อลดโอกาส false signal
การวิเคราะห์กราฟราคาที่เกี่ยวกับ ความสมมาตรของราคา (Price Symmetry) มีหลายแนวคิดที่ใช้กันในวงการเทรด โดยแนวทางที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่ Harmonic Pattern, Elliott Wave Theory และ Gann Theory ซึ่งแต่ละแนวคิดพยายามอธิบายพฤติกรรมของตลาดผ่านรูปแบบที่เกิดซ้ำในกราฟราคา
แนวคิดของ Harmonic Pattern เน้นการใช้โครงสร้างราคาร่วมกับสัดส่วนของ Fibonacci Retracement เพื่อหาจุดที่ราคามีโอกาสกลับตัว โดยรูปแบบที่รู้จักกัน เช่น Gartley, Bat และ Butterfly Pattern จุดเด่นของแนวทางนี้คือโครงสร้างค่อนข้างชัดและสามารถนำไปใช้งานได้ค่อนข้างเร็ว แม้ในทางปฏิบัติรูปแบบที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ตรงตามสัดส่วนในตำราทุกจุดก็ตาม
ในขณะที่ Elliott Wave Theory มองว่าตลาดเคลื่อนที่เป็นคลื่นตามโครงสร้าง 5 คลื่นหลักและ 3 คลื่นปรับฐาน โดยมีแนวคิดเรื่องความสัมพันธ์ของคลื่น เช่น ความยาวของคลื่นที่อาจใกล้เคียงกัน หรือมีสัดส่วนตาม Fibonacci แนวคิดนี้จึงเชื่อมโยงกับความสมมาตรของการเคลื่อนที่ของราคาในหลายระดับของกราฟ
ส่วน Gann Theory ของ W. D. Gann เน้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคาและเวลา รวมถึงรูปแบบเชิงเรขาคณิตของตลาด โดยใช้เครื่องมืออย่าง Gann Fan หรือ Square of Nine เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างและวัฏจักรของตลาด
แม้แต่ละแนวทางจะมีวิธีวิเคราะห์ต่างกัน แต่ทั้งหมดมีแนวคิดร่วมกันคือ ตลาดมีรูปแบบที่เกิดซ้ำและมีความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิดของ Fractal ที่บอกว่ารูปแบบของกราฟมักปรากฏซ้ำในหลายช่วงเวลาและหลายระดับของตลาด

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น